[แปล] Yokozawa Takafumi no Baai, Short Story (Part 2/2)
posted on 29 Jan 2012 21:05 by talalan in TranslationAuthor/Circle: Nakamura Shungiku, Fujisaki Miyako
Rating: PG
Translated From: September Scanlations [http://september.strawberrywine.org/?p=315]
Translated to Thai: talalan
“ถ้าอย่างงั้นก็ขอจบการประชุมเรื่องจำนวนพิมพ์ของเดือนนี้ไว้เท่านี้ ขอบคุณมากครับ เดือนหน้าพบกันใหม่”
เมื่อโยโกซาว่าปิดการประชุมทุกคนที่เข้าร่วมก็พากันลุกออกจากที่นั่ง ปรากฏว่าการประชุมวันนี้ราบรื่นกว่าปกติ มันจบลงโดยมีปัญหากับประเด็นให้ถกไม่มากนักเมื่อลดสายตาลงมองนาฬิกาโยโกซาว่าก็พบว่าการประชุมจบลงเร็วเป็นพิเศษ ถ้าเป็นแบบนี้ก็มั่นใจได้ว่าจะมีโอกาส “คุยกัน” เขาเหลือบตามองไปทางคิริชิมะที่นั่งเฉียงไปทางตรงกันข้าม“…!”
ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วคิริชิมะจะเป็นคนที่มองตาเขาก่อนแล้วจ้องจนโยโกซาว่าอึดอัดจนต้องหันหน้าหนี แต่คราวนี้คิริชิมะกลับเป็นคนที่หลบตาก่อน แถมยังรีบพุ่งออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าปั้นยากพิกล“…บ้าเอ๊ย เผ่นไปซะได้”
“ฮื่อ โทษที เอาเอกสารพวกนี้ไปแล้วกลับไปก่อนนะ” พอแก้ตัวแบบคลุมเครือเสร็จ เขาก็เข้าที่ ระวัง เตรียมพร้อมแล้วออกไล่ตามคิริชิมะไป “เป็นบ้าอะไรของเค้านะ...”
คิริชิมะทำตัวแปลก ๆ มาตั้งแต่เช้า เขาเหล่มองมาทางโยโกซาว่าทุกครั้งที่มีโอกาส แต่กลับไม่เข้ามาหาหรือมากวนใจโยโกซาว่าตรง ๆ เลยซักครั้ง โยโกซาว่ากะไว้ว่าพอประชุมเสร็จจะได้มีโอกาสคุยกันซะที แต่เจ้าตัวคิริชิมะก็ฉากหลบไปอีกจนได้
หลังจากเดินพลางหลบเพื่อนร่วมงานบนทางเดินไปพลาง โยโกซาว่าก็ตามคิริชิมะทันจนได้ เขายืนอยู่คนเดียวที่หน้าลิฟท์ “เฮ้!”
คิริชิมะหันมาตามเสียง แต่รอยยิ้มตามปกติของเขากลับไม่ปรากฏให้เห็น“หือ? ว่าไง?” ทั้งหมดทั้งปวงนี่ดูแล้วทำให้วุ่นวายใจไม่น้อยเลย
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”“งั้น-เอาไว้ก่อนได้มั้ย ตอนนี้ชั้นมีเรื่องต้องทำ”
โยโกซาว่าเห็นคิริชิมะจงใจมองลงไปที่นาฬิกาแล้วก็รู้สึกได้ว่าอารมณ์พุ่งปรี๊ด “เราประชุมเสร็จเร็วกว่ากำหนดนะ ยังไงคุณก็ต้องมีเวลาว่างอย่างต่ำสิบนาที”“ชั้นเพิ่งนึกได้ว่ามีเรื่องต้องทำน่ะ เพราะงั้น...”
“เชื่อก็บ้าแล้ว มานี่” และก่อนที่ใครจะทันได้ห้ามเขาก็ผลักคิริชิมะเข้าไปในห้องประชุมที่ใกล้ที่สุดที่ว่างอยู่ พอปิดประตูเรียบร้อยโยโกซาว่าก็จัดการเอาตัวขวางประตูไว้ไม่ให้คิริชิมะมีช่องทางหนีได้“ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย? จะบังคับกันเกินไปแล้ว”
“ชั้น...เปล่า คือ...มันไม่ใช่อย่างงั้น...” ขณะที่โดนโยโกซาว่าจ้อง สีหน้าลำบากใจแบบก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของคิริชิมะ จากนั้นเขาก็เสมองไปทางอื่น
โยโกซาว่าได้รู้แล้วว่าเมื่อไหร่ที่คิริชิมะรู้สึกว่าตัวเองจนมุม เขามักจะเลื่อนสายตามองไปด้านบนเฉียงไปด้านข้าง...แปลได้ว่าคิริชิมะปิดบังอะไรอยู่ เห็นแบบนี้แล้วโยโกซาว่าก็รุกต่อ “แล้วมันเป็นยังไงล่ะ?”“ก็แค่...เอาเป็นว่าไม่ใช่เรื่องที่นายจะต้องกังวลหรอกน่ะ พูดตามตรงแล้วนี่มันเป็นปัญหาที่ตัวชั้นเอง...”
“แล้วทำไมคุณจะต้องหลบหน้าผมเพราะปัญหาของคุณเองไม่ทราบ?”
“ตอนนี้ชั้นก็...อธิบายไม่ถูกน่ะ” โยโกซาว่าเริ่มจะเหนื่อยกับคำแก้ตัวแบบเอาสีข้างเข้าถูของคิริชิมะขึ้นมาจริง ๆ ถ้าเขาทำอะไรผิดไป เขาก็อยากจะให้พูดออกมาตรง ๆ มากกว่า“ปกติคุณเป็นอัจฉริยะด้านการเอาเรื่องงี่เง่ามาพูดเฉไฉไปมาไม่ใช่รึไง?”
“ขอโทษ! ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะดูจริง ๆ !” อยู่ ๆ คิริชิมะก็พนมมือเข้าหากันเป็นท่าที่มองยังไงก็ขอโทษอยู่ แต่...แค่ขอโทษไม่ได้ช่วยให้เข้าใจสาเหตุเลยแม้แต่นิด
“…ผมยังไม่รู้ว่าคุณขอโทษเรื่องอะไรเลยนะ”
“คือ...ไอ้การ์ดจากงานแข่งกีฬานั่นน่ะ” ในที่สุดเขาก็อุบอิบออกมา แต่หมดปัญญาจะอธิบายมากกว่านั้น
“การ์ดเหรอ...?”
“ก็อันจากตอนที่นายวิ่งแข่งแทนชั้นไง”
“วิ่งแข่งอะไรของคุณ...อ๊ะ!” ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าไอ้การขอโทษทั้งหมดนี่มันมีที่มาที่ไปยังไงจนได้ ตอนวันแข่งกีฬาของฮิโยริ โยโกซาว่าลงแข่งวิ่งหาของในตำแหน่งผู้ปกครองแทนคิริชิมะ ดูเหมือนคิริชิมะจะไปเห็นสิ่งที่เขียนไว้บนการ์ดที่โยโกซาว่าจับได้ตอนแข่งด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง โยโกซาว่ากับฮิโยริกะว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับระหว่างพวกเขาสองคน และไม่ยอมบอกคิริชิมะว่ามีอะไรเขียนอยู่บนการ์ด แต่แล้ว...
“มันบังเอิญตกลงมาจากชั้นหนังสือตอนชั้นเอาผ้าที่ซักแล้วไปเก็บในห้องฮิโยริน่ะ พอชั้นเก็บขึ้นมาแล้วถึงได้รู้ว่ามันคือไอ้การ์ดนั่น” ที่คิริชิมะพูดพล่ามเหมือนคนร้ายสารภาพความผิดที่ตัวเองก็ไม่ได้ถูกกล่าวหานี่อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกผิดล้วน ๆ “แบบว่า...ชั้นคิดจริง ๆ นะว่ามันเป็นคำว่า ครอบครัว หรืออะไรไม่รู้ล่ะ! ...ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคำนั้น...”
“……….”
การที่คิริชิมะพูดอ้อมโลกแบบนี้แปลได้ว่า...เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาเป็นคนแรกที่โยโกซาว่ามองหาตอนเห็นคำที่อยู่บนการ์ด คนสำคัญที่สุด ขนาดนึกย้อนกลับไปตอนนี้ยังรู้สึกได้ว่าเรื่องที่เขาทำไปแบบไม่ได้คิดนั่นมันน่าอายสุด ๆ
โยโกซาว่าอ้าปากจะโต้กลับก่อนที่คิริชิมะจะล้อเรื่องการ์ด แต่พอเงยหน้ามองเขาก็รู้สึกตัวว่าคิริชิมะกำลังหน้าแดงอยู่ โยโกซาว่ายกมือขึ้นสางผมด้วยความพยายามที่จะทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดแล้วพูดว่า “โธ่เอ๊ย ทำหน้าแดงอะไรของคุณน่ะ?”
“เปล่า ชั้นแค่...ตอนนี้...ชั้นยังมองหน้านายตรง ๆ ไม่ได้น่ะ”
“หา?”
“มันช่วยไม่ได้นี่! ชั้นไม่เคยคิดเลยว่านายจะคิดแบบนั้น…”
“พูดอะไรของคุณ...” พอเห็นคิริชิมะมีปฏิกิริยากับเรื่องทั้งหมดนี่ขนาดนี้แล้วหน้าของโยโกซาว่าเองก็พลอยค่อย ๆ ร้อนขึ้นตามไปด้วย ดูเหมือนการที่คิริชิมะเขินแบบไม่สมกับเป็นตัวเขาเองจะทำให้คิริชิมะมองหน้าโยโกซาว่าไม่ติด
ถ้าเป็นไปตามปกติแล้ว พอถึงจุดนี้โยโกซาว่าก็จะปัดฉับด้วยประโยค “พูดพล่ามเรื่องบ้าอะไรไม่สมกับเป็นคุณเลยซักนิด” แต่ความเขินของคิริชิมะอาจจะแพร่เชื้อได้ เพราะเขาพบว่าตัวเองไม่สามารถจะพูดอะไรออกมาได้เลย
เมื่อไม่รู้จะพูดอะไร ทั้งสองคนจึงพร้อมใจกันเงียบแล้วเอาแต่มองเท้าตัวเอง... แต่แล้วกลายเป็นว่าคนที่เข้ามาทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดระหว่างพวกเขาสองคนคือผู้บุกรุกที่ไม่รู้จักดูบรรยากาศ
“อ๊ะ มาอยู่นี่เอง โยโกซาว่าซัง!”
“เฮ...เฮ็นมิ...”
ดูเหมือนเฮ็นมิจะไม่ทันสังเกตุเห็นบรรยากาศแปลก ๆ ที่ปกคลุมห้องประชุมอยู่ เขาพล่ามต่อแบบไม่สนใจคนอื่น “ผมตามหาทั่วไปหมดเลยนะครับ! ผมจะถามว่า...เอ๋? นี่ทำอะไรกันอยู่เหรอครับ หน้าแดงกันทั้งคู่เลย เครื่องทำความร้อนเสียรึเปล่า?”
“ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ เฮ็นมิ!”
“เอ๋? ด...เดี๋ยวก่อนสิครับ! คนที่มาตามคือผมต่างหากล่ะ!”
คราวนี้เป็นตาของโยโกซาว่าที่จะม้วนหางวิ่งหนีบ้าง เขารีบหลบออกไปจากห้องประชุมอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าหัวใจที่เต้นรัวของเขาจะยังไม่สงบลงในเวลาอันใกล้นี้
-จบ-
============================================
ตอนนี้เริ่มเรียนปริญญาโทแล้วแถมโปรเจ็คที่ทำบ้าบอคอแตกไปช่วงน้ำท่วมก็ถึงกำหนดส่งเลยวุ่นวายไปหมดเลยค่ะ ที่จริงเวลาที่เอามาแปลนี่ก็ควรจะเอาไปทำงานนะ แต่อยากจะเวิ่นเว้อบ้างอะไรบ้าง จะได้หายเฉา
เวิ่นเสร็จแล้วก็ขอลาไปทำงานต่อล่ะค่ะ
เจอกันใหม่เอ็นทรี่หน้า